|
|
|
1. ขาดทุนจำกัด แต่ผลตอบแทนไม่จำกัด
สิ่งที่เป็นจุดเด่นอีกข้อหนึ่ง
ที่ออปชันมีเหนือการลงทุนในหลักทรัพย์อื่นๆ อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นหุ้น
หรือ ฟิวเจอร์ส นั่นก็คือนักลงทุนที่ลงทุนที่มี สถานะซื้อออปชันจะสามารถจำกัดความเสี่ยง
หรือผลการขาดทุนที่ตนเองสามารถรับได้ ไว้เป็นจำนวนที่แน่นอน (ซึ่งเท่ากับค่า
Premium นั่นเอง) แต่ในขณะเดียวกัน นักลงทุนคนนั้น อาจสามารถทำกำไรจากออปชันได้อย่างไม่จำกัด
ทั้งนี้เนื่องจาก ผู้ที่มีสถานะซื้อในออปชัน เป็นผู้ที่มีสิทธิที่จะซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิง
ณ วันที่ออปชันหมดอายุ ซึ่งผู้มีสถานะซื้อนี้ สามารถเลือก ที่จะใช้สิทธิในกรณีที่ใช้สิทธิแล้วได้กำไร
หรือไม่ใช้สิทธิในกรณีที่ใช้สิทธิ แล้วไม่เกิดประโยชน์ ก็ได้
|
| |
2.
เพิ่มผลตอบแทนจากพอร์ทหุ้นด้วย Covered Call
Covered
Call คือกลยทุธ์ที่นักลงทุนคนหนึ่งขาย Call Options ในขณะที่นักลงทุนคนนั้นมีหุ้นอยู่ในมือ
โดยการทำกลยุทธ์ในลักษณะนี้ มีจุดประสงค์เพื่อเป็นการเพิ่มผลตอบแทน
ของพอร์ทหุ้นจากการได้รับค่า Premium จากการขาย Call Options โดยนักลงทุนจะเข้ามาลงทุนในลักษณะ
Covered Call นี้ ในสภาพตลาดที่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ถึง
ตลาดแบบขาลง
|
| |
มีสถานะซื้อในหุ้นอ้างอิง
ร่วมกับการมีสถานะขายใน Call Options |
| |
ตัวอย่าง
พอร์ทหุ้นของนักลงทุนคนหนึ่งประกอบไปด้วย หุ้น จำนวน 2,000 หุ้น
ที่มีราคาหุ้นละ 26 บาท โดยคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 52,000 บาท (2,000
x 26)
ถ้า Call Options (อายุคงเหลือ 80 วัน)
Strike
price = 30 บาท
Premium
= 1.10 บาท
การลงทุนด้วยกลยุทธ์ Covered Call
ขาย Call Options จำนวน 10 สัญญา ซึ่งจะได้ค่า Premium มา 2,200
บาท (10 x 1.1 x 200)
ณ วันที่ Options หมดอายุ
-
ถ้า ราคาหุ้นอ้างอิง < 30 ไม่ต้องขายหุ้นตามภาระผูกพันของ Call
Options และนอกจากนี้ ยังได้รับค่า Premium จากการขาย Call Options
จำนวน 2,200 ด้วย
-
ถ้า ราคาหุ้นอ้างอิง > 30 ต้องขายหุ้นตามภาระผูกพันของ Call Options
ที่ราคา 30 บาท แต่ ว่าในขณะเดียวกันก็จะได้ค่า Premium จำนวน 2,200
ด้วย ซึ่งเปรียบเสมือนการขายหุ้น อ้างอิงที่ราคา 31.1 บาท
เปรียบเสมือนว่า
นักลงทุนคนนั้น ได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบจากในกรณีที่ ถ้าขายหุ้นที่ราคา
26 บาท ถึงประมาณ 19.3 % [1.1 x 26 x (365/80)]
|
| |
|
| |
3. ป้องกันความเสี่ยงของพอร์ทหุ้นด้วย
Protective Put
กลยุทธ์
Protective Put หรือ การใช้ Put Options ป้องกันความเสี่ยงแก่พอร์ทหุ้น
คล้ายๆกับการซื้อประกันรถยนต์ กล่าวคือ รถยนต์ไม่มีการทำประกันใดๆไว้เลย
หากรถยนต์คันนั้นไปประสบอุบัติเหตุ จะสร้างความเสียหายแก่เจ้าของรถ
ที่จะต้องจากค่าซ่อมเต็มจำนวนด้วยตัวเอง ในทางตรงกันข้ามถ้าหากรถยนต์คันนั้นมีการทำประกันไว้
เมื่อเกิดอุบัติเหตุเจ้าของรถยนต์ อาจจะไม่ต้องจ่ายเงินค่าซ่อมเองเต็มจำนวน
หรือยิ่งไปกว่านั้น อาจจะไม่ต้องจ่ายเงินค่าซ่อมเองเลย ซึ่งค่าซ่อมที่เจ้าของรถควรจะต้องจ่ายเอง
จะมีบริษัทประกันมาเป็นผู้รับภาระแทน ซึ่งการทำประกันเจ้าของรถยนต์จะต้องจ่ายเบี้ยประกัน
ให้แก่บริษัทประกันเพื่อแลกกับสิทธินี้
เช่นเดียวกันกับในตลาด
Options รถยนต์คันนั้นก็เปรียบเสมือนพอร์ทหุ้นของนักลงทุนคนหนึ่งๆ
ที่เจ้าของพอร์ทอาจจะประสบกับผลขาดทุนอย่างหมาศาลถ้าหากว่าราคาหุ้นในพอร์ทลดลง
ดังนั้น Put Options ก็เปรียบเสมือนกับประกันฉบับหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ป้องกับความเสี่ยงนั้นได้
โดยนักลงทุนที่เข้าไปซื้อ Put Options จะต้องจ่ายค่า Premium ให้กับผู้ขาย
เพื่อแลกกับสิทธิในการขายหุ้นตามราคาที่กำหนดให้แก่ผู้ขาย
|
| |
"มีสถานะซื้อในหุ้น
ร่วมกับมีสถานะซื้อใน Put Options" |
| |
ตัวอย่าง
พอร์ทหุ้นของนักลงทุนคนหนึ่งประกอบไปด้วย หุ้น จำนวน 2,000 หุ้น
ที่มีราคาหุ้นละ 26 บาท โดยคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 52,000 บาท (2,000
x 26)
ถ้า Put Options (อายุคงเหลือ 80 วัน)
Strike
price = 26 บาท
Premium
= 1.00 บาท
การลงทุนด้วยกลยุทธ์ Protective Put
ซื้อ Put Options จำนวน 10 สัญญา ซึ่งจะต้องจ่ายค่า Premium จำนวน
2,000 บาท
ณ วันที่ Options หมดอายุ
-
ถ้า ราคาหุ้นอ้างอิง < 26 ได้กำไรจากการใช้สิทธิของ Put Options
ขายหุ้นที่ราคา 26 บาท
-
ถ้า ราคาหุ้นอ้างอิง > 26 ไม่ใช้สิทธิของ Put Options นั้น แต่จะได้กำไรจากการที่มูลค่าหุ้น
ในพอร์ทสูงขึ้น
|
| |
|